ถาม-ตอบ

ผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพผิว Dr.Rath

ดร.รัฐ (Dr.Rath) เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิวหน้า โดยพัฒนาจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ด้านชีวเคมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง นั่นก็คือ ผศ.ดร. รัฐ พิชญางกูร เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านชีวเคมี จบจากภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองคนแรกของหลักสูตรชีวเคมี ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปศึกษาต่อที่ Michigan State University สหรัฐอเมริกา จบกลับมาทำงานและมีประสบการณ์วิจัยกว่า 30 ปี มีประสบการณ์ทำงานวิจัยทางด้านชีววิทยาโมเลกุล (Molecular biology) เอนไซม์ (Enzymology)และ สารออกฤทธิ์สารสำคัญทางชีวภาพ กลุ่มคาร์โบไฮเดรต (Biologically Active Compounds from Carbohydrates and Oligosaccharides) และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านไคติน-ไคโตซาน ( Chitin-Chitosan) ของประเทศ นอกจากนี้ระหว่างที่อยู่สหรัฐอเมริกาได้ทำงานใน ห้องปฏิบัติการที่ทำวิจัยเกี่ยวกับ Phospholipid และ lipid ในเยื่อหุ้มเซลล์ รวมทั้งการควบคุมการแสดงออกของสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชั้นสูง มีงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติชั้นนำกว่า 50 ฉบับและอยู่ในวารสาร 10 อันดับแรกของโลกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์สารสำคัญที่ได้จากน้ำตาลที่มีความปลอดภัยสูงไม่ตกค้างและสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ มีประสบการณ์ในการสร้างนวัตกรรมมากกว่า 10 ปีและเป็นกรรมการระดับชาติในการพิจารณานวัตกรรมให้กับหน่วยงานหลายหน่วยงานของรัฐ ผศ.ดร. รัฐ พิชญางกูร จึงได้พัฒนาสูตรเฉพาะเพื่อนำไคโตซานมาใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องการดูแลผิวพรรณ และกระตุ้นเซนเซอร์ระดับพลังงานภายในเซลล์เพื่อให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรง จึงเป็นเครื่องสำอางในรูปแบบเสปรย์น้ำ ชื่อว่า Dr.Rath Radiance Essence Spray และ Dr.Rath Perfect Skin Serum

จากการค้นคว้าและวิจัย ทำให้ค้นพบว่า การจะนำไคโตซานมาใช้กับเครื่องสำอางนั้น ต้องอยู่ในภาวะที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งภาวะที่ดีที่สุดก็คืออยู่ในรูปของของเหลวนั่นเอง ดังนั้น Dr.Rath จึงออกแบบมาโดยเป็นเครื่องสำอางแบบ Water Base ที่มีการใส่ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์เป็นส่วนประกอบหลัก (Active Ingradient) และเมื่อใช้ในรูปแบบของสเปรย์ จะช่วยกระจายให้เต็มไปใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ไคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ( CHITOOLIGOSACCHARIDE ) เรียกย่อว่า COS เป็นสารสกัดจากเปลือกกุ้ง เปลือกปู ที่มีทั้งสายโมเลกุลยาวและสั้น โดยผ่านกระบวนการผลิตถึง 3 เทคโนโลยี อันประกอบด้วย ไคโตเทคโนโลยี ( CHITO TECHNOLOGY ) ,นาโนเทคโนโลยี ( NANA TECHNOLOGY ) ,และไบโอเทคโนโลยี (BIO TECHNOLOGY) โดยเอ็มไซม์จากธรรมชาติ จึงทำให้มีความบริสุทธิ์มากกว่า และมีขนาดที่เล็กกว่าไคโตซานทั่วไป 1000 เท่า และจากการวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกกว่า 20 ปี ค้นพบว่า COS  มีคุณาประโยชน์หลายอย่าง  โดยเฉพาะผลลัพธ์ทางชีวภาพที่ช่วยในการลดการเติบโตของแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว ช่วยปรับสภาพความสมดุลของผิวหนัง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์ ลดความเข้มของริ้วรอยให้จางลง อีกทั้งช่วยยืดอายุขัยของเซลล์ให้แก่ตัวช้าลง

แม้ไคโตซานจะมีประโยชน์มากมาย แต่การสกัดเพื่อนำมาใช้ประโยชน์นั้นทำได้ยาก ต้องใช้ผู้มีความรู้ด้านชีวเคมีขั้นสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์เป็นองค์ประกอบหลักหาได้ยากมาก ยิ่งในประเทศไทยนั้นมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนี้เพียงไม่กี่ท่าน จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เครื่องสำอางในไทยที่มีส่วนประกอบของสารตัวนี้น้อยมาก ซึ่งที่จริงแล้วสิบกว่าปีก่อนเคยมีคนพยายามนำมาใช้กับเครื่องสำอาง แต่เนื่องจากนำมาใช้กับภาวะ “ครีม” ที่เป็นภาวะที่ไคโตซานออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ นั่นจึงเป็นที่มาอีกว่า ทำไม Dr.Rath ถึงต้องทำออกมาในรูปแบบของของเหลว

ถ้าหากคุณเป็นคนที่กังวล หรือมีปัญหาด้านผิวหนังโดยเฉพาะผิวหน้า เช่น มีการเกิดสิว การเกิดริ้วรอยแห่งวัย หรือการที่ผิวหนังไม่ชุ่มชื้น รูขุมขนไม่กระชับ Dr.Rath มีสารสกัดไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งผ่านการวิจัยและพิสูจน์มาแล้วว่า จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเหล่านั้น นั่นก็คือ จะช่วยลดการเกิดสิว ลดการเกิดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชึ้นให้กับผิว มีการช่วยเรื่องการยึดเกาะกันระหว่างเซลล์ได้ดีขึ้น ทำให้ผิวหนังระชับมากขึ้น

หนึ่งในปัญหาหลักของการเกิดสิวบนผิวหน้าก็คือ แบคทีเรีย เมื่อผิวหน้าของเราสกปรก และมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ก็จะทำให้หน้าของเราเกิดสิวได้ง่าย ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียมีจำนวนน้อยลง การเกิดสิวก็จะลดน้อยลงไปด้วย

จากการทดลอง และจากการใช้งานจริงของลูกค้าของเรา จะเห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ แต่กระนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน และการดูแลผิวหน้าของแต่ละบุคคลด้วย

Dr.Rath ผ่านการปรับค่า PH ให้สมดุลกับผิวหนังแล้ว จึงเหมาะที่ใช้ร่วมกับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

ผลิตภัณฑ์ Dr.RATH เหมาะกับคนตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นเป็นต้นไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ

เซรั่มมีเนื้อสีส้ม เพราะเกิดจากสีของส่วนสผมสำคัญคือ Astaxanthin ซึ่งจะให้สีส้ม ไม่มีการแต่งสีใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะเราใช้ Astaxanthin ในปริมาณที่มากพอจนทำให้เกิดสีส้มสด

สารออกฤทธิ์สำคัญในผลิตภัณฑ์ Dr.RATH เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ

น้ำมันที่ร่างกายผลิตและขับออกมาไม่ใช่ phospholipid แต่เป็นน้ำมันชนิดเดียวกับน้ำมันพืชหรือน้ำมันจากสัตว์ Triglyceride

ดังนั้นฟอสโฟลิปิดที่เราใส่เข้าไปนั้น เซลล์จะเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ไม่เกี่ยวกับอาการหน้ามัน

ปกติคนจะรู้จักแต่น้ำมัน ซึ่งเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ เช่น น้ำมันพืช น้ำมันหมู น้ำมันมะกอก และนำ้มันที่สะกัดจากพืชทุกๆชนิด แต่ฟอสโฟลิปิดเป็นน้ำมันอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีกลุ่มฟอสเฟสที่มีขั้วติดอยู่ด้วย อันนี้ร่างกายหรือเซลล์จะใช้เฉพาะในเยื่อหุ้มเซลล์เท่านั้น

ถ้าเป็นภาษาทางวิชาการแล้ว สารสองตัวนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ทดสอบได้ง่ายๆครับ เมื่อทาเซรั่มและนวดเข้าผิวแล้ว สามารถใช้กระดาษซับมันมาลองซับดูได้ จะพบว่าไม่มีน้ำมันติดขึ้นมา

ถ้าหากผู้ใช้งานเป็นคนที่ผิวหน้าแห้งมากๆ ควรใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ตามทีหลังจากที่ใช้ Dr.RATH ครับ

จริงๆแล้วนะครับ ถ้าพูดกันตามตรงเลยก็คือ ไม่มีผลิตภัณฑ์ชิ้นไหนในโลกใบนี้ที่สามารถยืนยันการันตีได้ว่าคุณจะไม่มีทางแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยที่ต่างกันในแต่ละบุคคล และตัวคุณเองเท่านั้นที่ควรจะรู้ตัวดีที่สุดว่าคุณแพ้อะไร ต้องลองอ่าน Ingredients ของผลิตภัณฑ์แล้วดูว่าสารพวกนี้คุณเคยมีประวัติแพ้หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้จนกว่า “จะต้องลองเอง” อารมณ์เหมือนเราก็รู้กันดีกว่า กุ้ง มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คนอื่นไม่แพ้กุ้ง เราก็จะบอกคุณไม่ได้ว่าคุณจะแพ้กุ้งไหม จนกว่าคุณจะเคยกินกุ้ง

แต่ทีนี้ครับ ในโลกของเครื่องสำอางหรือสกินแคร์นั้น สิ่งที่หลายๆคนเข้าใจผิดและถูกนำเสนอแบบผิดๆมาตลอดก็คือ

“อาการแพ้ กับ อาการระคายเคือง”

คนส่วนใหญ่แล้ว เวลามีปฏิกิริยากับเครื่องสำอาง มักจะเกิดจาก “การระคายเคือง” ครับ เรียกได้ว่า 80-90% เลยครับ มาจากการระคายเคือง มีเพียงแค่ 10-20% เท่านั้นที่มีอาการแพ้ จริงๆ

ทีนี้การแพ้ (Allergic Contact Dermatitis) เราเองก็ต้องมีการเทสครับ ว่าเรา “แพ้สารอะไร” เพราะในเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์หลายๆตัวมันมีสารประกอบเยอะมากๆ การอ่าน Ingredients ก็จะช่วยกรองดูว่ามีสารที่เราแพ้หรือไม่

อาการแพ้ ไม่ว่าจะทาส่วนไหนของร่างกาย ก็จะมีอาการหมดครับ ผดขึ้น ผิวแดง เหมือนกันหมดครับ ตรงนี้แหละที่จะต่างจากการระคายเคือง เพราะถ้าระคายเคือง คือทาท้องแขนไม่เป็นไร แต่ทาหน้าปุ๊บ มีอาการทันที อาการแพ้ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของผิวด้วย เพราะมันทำปฏิกิริยากับสารในผลิตภัณฑ์ที่คุณแพ้ ต่อให้ผิวแข็งแรงหรือบอบบางคุณก็จะแพ้ครับ หรือความเข้มข้นของสารต่ำ ก็ส่งผลด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเหตุผลเดียวกัน มันกระตุ้นให้ร่างกายคุณต่อต้านสารที่คุณแพ้

แต่ การระคายเคือง (Irritation) นั้นต่างออกไปครับ เพราะมันขึ้นกับหลายปัจจัยเลย เช่น ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของผิว ณ เวลานั้น บางคนผิวแห้ง ผิวลอก ผิวชั้นนอกไม่แข็งแรง ไปกัดหน้ามาตลอด ไปทำเลเซอร์มา ตากแดดจัด กลุ่มคนนี้ก็จะมีโอกาสระคายเคืองง่าย บางคนก็ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณมากเกินไปก็ก็ระคายเคือง เช่นใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัว แล้วแต่ละตัวก็ดันมีสารพวกนั้นเยอะอยู่แล้ว ทามากก็ได้รับมาก ก็เลยระคายเคือง แต่พอทาน้อยไม่ระคายเคือง ซึ่งมันต่างจากการแพ้ครับ อีกอย่างคือความเข้มข้นของสารก็เกี่ยวข้อง เข้มข้นมากก็ระคายเคืองง่าย เข้มข้นน้อยก็ไม่รู้สึกอะไร

จะเห็นได้ว่ามันคือคนละอย่างกันเลยครับผม

บางคนคิดว่าตัวเองผิวแพ้ง่าย แต่จริงๆคือผิวระคายเคืองง่าย เนื่องจากดูแลผิวผิดวิธี ผิวไม่แข็งแร็ง พอเข้าใจผิด มัวแต่กลัวก็หมดโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ดีๆหลายตัวไปอย่างน่าเสียดายเลยครับ

และอีกครั้งครับผม การที่จะบอกได้ว่าเราแพ้หรือไม่แพ้ ไม่มีใครการันตีได้จนกว่าตัวเราเองจะได้ลองใช้ เพราะมันเป็นปฏิกิริยาส่วนบุคคลครับ

สำหรับ Serum และ Essence ขนาดใหญ่ ใช้ต่อเนื่องทุกวัน จะได้ประมาณ 2 เดือนกว่า ส่วนขนาดทดลอง จะได้ประมาณ 3 อาทิตย์

ถ้าหากใช้งานทุกวัน สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้ ซึ่งสเปรย์นั้นหลังจากเปิดขวดใช้งาน สามารถอยู่ได้นาน 2 ปี แต่ตัวเซรั่ม หลังจากเปิดใช้งาน ต้องใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน แต่ถ้าหากไม่ได้ใช้งานทุกวัน แนะนำให้เก็บไว้ในตู้เย็น 4-8 องศาเซลเซียส

ตามหลักของชีววิทยา สิ่งมีชีวิตย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา การใช้สกินแคร์บำรุงผิว เป็นการช่วยชะลอไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไป หรือช้ากว่าที่ควร เปรียบเสมือนการเอาไม้มายันเสาที่จะล้มลง เมื่อเราหยุดใช้งาน ก็เหมือนกับการเอาไม้ยันออก เสาก็จะล้มลงไปในที่สุด ดังนั้นผิวของเราก็จะค่อยๆเสื่อมลงในอัตราปกติเมื่อไม่บำรุงดูแลผิวพรรณต่อ

สินค้าของเรามีเลขที่จดแจ้ง ขออนุมัติการใช้งานจากองค์การอาหารและยาอย่างถูกต้อง

แนะนำให้ใช้เช้าและเย็น เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับ Essence สามารถใช้ระหว่างวันได้ แต่ต้องล้างหน้าก่อน หากพ่นทับเครื่องสำอาง จะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

ต้องการสั่งสินค้า
ผ่านช่องทางใด?

ขนาด 160ml. เพียง 1,290 บาท

คุณสามารถคลิกที่ปุ่มสั่งซื้อด้านล่าง หรือติดต่อผ่าน Inbox
Facebook.com/drRathShop